Wednesday, January 3, 2018

รีวิว บินครั้งแรกกับสายการบิน ANA ไปโตเกียว


ANA หรือ ALL NIPPON AIRWAYS 
เป็นสายการบินแบบ  Full Service สัญชาติญี่ปุ่น




ก่อนหน้านี้เราไปญี่ปุ่น ใช้บริการการบินไทย Full Service 2 ครั้ง 
และบินประหยัด Air AsiaX 1 ครั้ง


ANA เป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น 
ข่าวว่า บินดี บริการเป็นเลิศ เลยขอลองใช้บริการสักครั้ง


เข้าไปจองตั๋วด้วยตัวเองที่เวบ >>  https://www.ana.co.jp/asw/wws/th/t/

ราคาตั๋วโปรโมชัน ชั้นประหยัด Economy 
จะอยู่ที่ 14,xxx บาท 


Full Service คือจ่ายค่าตั๋วและจบ ไม่ต้องคิดมาก


โหลดกระเป๋าได้ 2 ใบ ใบละ 23 กิโลกรัม (รวมไม่เกิน 46 กิโลกรัม) 
กระเป๋าหิ้วขึ้นเครื่องอีก 1 ใบ แค่นี้ก็เยอะแล้ว หิ้วให้ไหวเถอะ

จองตั่ว 7 มกราคม 2560 ราคาพิเศษ 14,265 บาท  

มีนักเรียนในคลาสของเรา จองได้ 13,xxx บาท ถูกกว่า !! แต่ใช้เวลาในญี่ปุ่นสั้นกว่าเรา


หลังจากตั๋วเรียบร้อยแล้ว แนะนำให้เข้าไปกรอก หมายเลขพาสปอร์ต และทำการเลือกที่นั่งที่ชอบให้เรียบร้อย ไม่ควรเลือกตอนใกล้ๆ จะบิน ที่นั่งใกล้เต็ม อาจจะเลือกไม่ได้


ก่อนเดินทาง แนะนำให้  “Online Check-in” ผ่านเว็บ เพื่อความสะดวกรวดเร็ว

เช็คอินล่วงหน้ากี่วัน ให้เช็คอีเมลที่ ANA ส่งให้อีกทีนะคะ เผื่อมีการเปลี่ยนแปลง


ข้อมูลเที่ยวบินขาไป
เดินทาง 20 เมษายน 2560
เที่ยวบิน NH806
ออกเดินทางจากกรุงเทพ 06:50
ถึงปลายทางโตเกียว (นาริตะ) 15:00
ชั้น Economy


ข้อมูลเที่ยวบินขากลับ
เดินทาง 27 เมษายน 2560
เที่ยวบิน NH805
ออกเดินทางจากโตเกียว (นาริตะ) 18:25
ถึงปลายทาง กรุงเทพ 23:10
ชั้น Economy



ออกเดินทางจากกรุงเทพ 06:50 ควรไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ล่วงหน้า 3 ชั่วโมง เผื่อคนเยอะ 
แต่วันนั้นคนน้อยมาก สบายๆ ไม่ต้องเร่งรีบ

Gate E4
Gate E4 ไม่มีห้องน้ำข้างในเกท ต้องออกมาเข้าข้างนอก ห้องน้ำน้อย และคิวยาว 
แนะนำให้เข้าห้องน้ำระหว่างทางเดินไปเกทเลยค่ะ

ANA เที่ยวบิน NH806




บนเครื่องมีแจกผ้าห่ม, หมอนใบน้อย และหูฟัง 
ส่วนหมอนรองคอ พกไปเอง ซื้อจากร้าน Daiso ญี่ปุ่น ตั้งแต่บินรอบก่อน

ที่นั่งกว้างพอดี ไม่อึดอัด เราชอบนั่งริมทางเดิน เพราะชอบลุกเดินไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆ เป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อระหว่างการเดินทาง


อาหารบนสายการบิน ANA
อาหารอร่อย สมคำร่ำลือ แต่ได้น้อยตามสไตล์ญี่ปุ่น อิ่มพอดี
ANA คงกลัวว่า ผู้โดยสารกินอิ่มเกินไป จะเมาเครื่องบินได้






น้ำดื่ม เราเดินไปขอเพิ่มเป็นพิเศษ ชอบจิบน้ำบ่อยๆ เพื่อป้องกันอาการเมาเครื่อง
ขวดดีไซต์เก๋กู๊ด ไม่เหมือนใคร ถูกใจมาก







ระหว่าเดินทาง มีน้ำมาเสิร์ฟอยู่เรื่อยๆ จำไม่ได้ว่ากี่รอบ 
แต่เราตื่นมากินทุกรอบ มีแต่น้ำอร่อยๆ น่ากิน 
มีแจกขนมถุงนึง แต่ถุงเล็กมาก กินแป๊บเดียวหมด ถ่ายรูปไว้ไม่ทัน

แอร์โฮสเตส ส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่น แต่ก็มีคนไทยด้วยค่ะ ไม่ต้องกังวล

Information ในสนามบิน สื่อสารเป็นภาษาญี่ปุ่น ไม่ต้องกังวลอีกเช่นกัน 
แนะนำให้เก็บภาพสถานที่ที่ต้องการจะไปไว้ในมือถือ แล้วแสดงให้เจ้าหน้าที่ดู จะง่ายขึ้นค่ะ >^^<





บินถึงสนามบินนาริตะ รับกระเป๋าเรียบร้อย ก็รีบพุ่งตัวไป "Skyliner & Keisei Information Center" เพื่อซื้อตั๋วรถไฟสาย Keisei เข้าโตเกียว ไปลงสถานี Ueno

ตั๋วรถไฟสาย Keisei

ตั๋วรถไฟสาย Keisei ซื้อแบบไป-กลับ พร้อม ตั๋วโดยสาร “Tokyo Subway Ticket” ที่สามารถขึ้นรถไฟใต้ดินทุกสาย ใน 72 ชั่วโมง 

ถ้าอยู่หลายวัน สามารถซื้อตั๋ว “Tokyo Subway Ticket” เพิ่มได้ที่ร้าน Big Camera

อย่าลืม !! เก็บตั๋วขากลับไว้ให้ดี หายไป !! ต้องเสียตังค์ซื้อใหม่

รายละเอียด ตั๋วรถไฟสาย Keisei  >>




ไปกับน้องวี นักเรียนในคลาส "จับเสือมือเปล่า Pre-order Japan" 
รีบวิ่งไปขึ้นรถไฟ Keisei เพราะในตั๋วระบุเวลา อีกไม่เกิน 10 นาที กลัวไปไม่ทัน !!

ซึ่งในส่วนของเวลา เราสามารถแจ้งพนักงานได้ค่ะ เผื่ออยากไปเดินเล่นก่อน ไม่จำเป็นต้องขึ้นเที่ยวที่กำลังจะออกก็ได้ 




รถไฟสาย Keisei นั่งสบายมาก มีพื้นที่ให้วางกระเป๋าเดินทาง 
ไม่ต้องลากมาตรงที่เรานั่ง วิ่งเร็วและนิ่มมาก ไม่ถึงชั่วโมง ก็ถึงโตเกียวแล้ว 




ขากลับ “Online Check-in” ผ่านเว็บ ล่วงหน้ามาเหมือนเดิม

มาถึงสนามบิน ใช้พาสปอร์ตสแกนที่ตู้อัตโนมัติ Print ตั๋วออกมาได้เลย สะดวก รวดเร็วมากๆ

ประทับใจการบริการของสายการบิน ANA มากๆ ค่ะ 
แนะนำให้ลองใช้บริการดูนะคะ

ขอบคุณทุกท่าน ที่แวะเข้ามาอ่านรีวิวค่ะ  
หุ่นยนต์ตัวนี้ เราเจอกันตอนขากลับค่ะ คาวาอิมาก 





Saturday, December 30, 2017

รีวิว JUYOH HOTEL เที่ยวโตเกียวคนเดียว นอนห้องเดี่ยว ราคาเบาๆ




โรงแรมสำหรับ "แบกแพ็กเกอร์" เดินทางคนเดียว ไม่อยากพักห้องรวม หรือโรงแรมแคปซูล พักห้องเดี่ยวได้ ราคาประหยัด


JUYOH HOTEL (จูโยห์ โฮเต็ล) อยู่ทางด้านตอนเหนือของโตเกียว 
เดินทางได้ทั้งรถไฟ JR, รถไฟใต้ดิน และรถโดยสารประจำทาง

JR และ รถไฟใต้ดิน ลงสถานี Minami-senju จากนั้นเดินข้ามสะพานข้ามทางรถไฟ และเดินต่อไป ประมาณ 700 เมตร

ใกล้ๆ โรงแรม มีป้ายรถโดยสารประจำทาง สาย 42 และ 46 เดินทางไป Asakuza และ Ueno ได้โดยง่าย


มีทั้งห้องพักเดี่ยวและคู่ ราคาประหยัด ห้องน้ำรวม สะดวกและสะอาด

มีลิฟต์ ไม่ต้องกลัวแบกกระเป๋าขึ้นบันได 

มี 7-11, ร้านสะดวกซื้อ และร้านอาหาร ใกล้โรงแรม


JUYOH HOTEL (จูโยห์ โฮเต็ล) 




แผนที่ JUYOH HOTEL (จูโยห์ โฮเต็ล) 



สัมภาระเยอะ ลากกระเป๋า มีลิฟต์ภายในสถานี Minami-senju 


ทางเข้า-ออก สถานี Minami-senju 
เข้า - ออก สถานี Minami - senju ได้ 2 ทาง 
อีกทางนึงออกมาแล้วจะเจอ Macdonald ไม่ต้องตกใจ 
เดินต่อมาอีกนิด ก็จะเจอประตูตามภาพ


ทางเดินไปขึ้นลิฟต์ เพื่อข้ามสะพาน แต่หากไม่มีสัมภาระ จะเดินขึ้นบันไดก็ได้นะ

ลิฟต์ อยู่ใต้สะพาน

ลิฟต์ ขึ้น-ลง สถานี Minami-senju  เพื่อข้ามสะพาน ข้ามทางรถไฟ

ออกจากลิฟต์ แล้วเดินลงมาถนน เพื่อเดินต่อไปอีก 700 เมตร



ระหว่างทางเดินไป JUYOH HOTEL ถ้าเหนื่อยก็แวะ 7-11 ก่อนได้



JUYOH HOTEL
ช่วงที่ไปพัก โรงแรมกำลังรีโนเวท แต่เสียงเบามาก แทบไม่รู้เลย ว่ามีคนกำลังทำงานอยู่


แผนกต้อนรับ JUYOH HOTEL



Lobby ชั้น 1 มีบริการน้ำร้อน, ไมโครเวฟ และตู้เซฟ ฝากเก็บของมีค่า

Lobby ชั้น 1 มีล็อกเกอร์ ให้เก็บของมีค่า เข้ารหัสเซฟ ได้ด้วยตัวเอง


ดึกๆ ลงมาต้มบะหมี่กินได้เลย



JUYOH HOTEL มี 6 ชั้น แต่มีลิฟต์ ไม่ต้องกังวล

แต่ละห้อง พักกันอย่างเงียบๆ ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ

ห้องพักเดี่ยว ขนาดกระทัดรัด ของใช้ครบครัน

ห้องพักเดี่ยว ขนาดกระทัดรัด มีเครื่องปรับอากาศ, ทีวี, ตู้เย็น, ชั้นวางกระเป๋า, โต๊ะญี่ปุ่น
มีชุดยูกะตะ, ผ้าเช็ดตัว และรองเท้าสลิปเปอร์ ให้ด้วย
เปิดผ้าม่านออกไป มองเห็นวิวถนน อาคารบ้านเรือน ไม่มีตึกบังตา


ชอบมาก มีรองเท้าสลิปเปอร์



นอนคนเดียวสบายๆ เหลือที่วางของอีกด้วย
นอนคนเดียว สบายๆ ดิ้นได้นิดหน่อย ยังเหลือที่ให้วางของอีกเยอะ



ชอบมากที่สุดคือ มีตู้เย็นเล็กๆ ให้กักตุนของกิน เผื่อดึกๆ หิว ขี้เกียจเดินออกไป 7-11


ซื้อของมาเต็มห้อง ก็ยังเหลือที่ให้นอนได้



สั่งของจาก Amazon Japan ให้มาส่งที่โรงแรมได้ด้วย

สั่งของจาก Amazon Japan ให้ไปส่งที่โรงแรม ตั้งแต่ยังไม่ได้ check-in 
แต่อีเมล์แจ้งโรงแรมไว้ล่วงหน้าแล้ว รับของไว้ให้เรียบร้อย น่ารักมากๆ


ห้องพักคู่ สำหรับ 2 คน




ห้องสำหรับล้างหน้า แปรงฟัน

ชักโครก มีความเป็นญี่ปุ่น ห้องเล็กและสะอาด



ห้องน้ำรวม สะอาด เพียงพอ ไม่ต้องรอคิว
มีแชมพู, ยาสระผม, ครีมนวดผม
ฝักบัว มีเครื่องทำน้ำอุ่น ไม่ต้องกลัวหนาว ~
ห้องน้ำ ใช้ไฟเซนเซอร์ ดับได้เอง ปัง! มาก



ย่านมินามิ-เซนซู เงียบๆ ไม่พลุกพล่าน เดินทางสะดวกมาก 

นั่งรถไฟใต้ดิน ไปอุเอโนะ เพียง 6 นาที 
และสามารถไปต่อยังอะซากุสะ อีกเพียง 5 นาทีเท่านั้น

อย่าลืม!! ทดเวลาช่วงเดินจากโรงแรมไปยังสถานี 
และเวลาที่เดินอยู่ภายในสถานีด้วยนะ บวกไปสัก 5-10 นาที


จองที่พักผ่าน Booking.com  หรือ JUYOH HOTEL 




เดินทางในโตเกียว นั่งรถไฟใต้ดิน สะดวกมาก 
แต่เดินเหนื่อยมาก 

เดิน 10 Kg. ขึ้นไปทุกวัน เพราะจุดเชื่อมต่อแต่ละสถานีรถไฟ ไกลพอสมควร และไม่ได้มีลิฟต์ทุกสถานี 

ถ้ามีสัมภาระเยอะ และที่พักอยู่ใกล้ป้ายรถประจำทาง แนะนำให้ขึ้นรถประจำทางค่ะ

ตอน Check-in เรานั่งรถไฟใต้ดินไป 
ลากกระเป๋า 2 ใบ ระยะทาง 700 เมตร เหนื่อย(โคตร)

ตอน Check-out  ขึ้นรถประจำทาง สาย  46 ไปลงหน้าสถานี Ueno แล้วเดินต่อไปอีกนิดเดียว เพื่อขึ้นรถไฟสาย Keisei ตรงไปสนามบินนาริตะ สบายๆ 

ภาพถ่าย เมษายน 2560 ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซากุระบาน อากาศเย็นพอดีๆ







Tuesday, December 26, 2017

“ตกหลุมรักญี่ปุ่น”

“ตกหลุมรักญี่ปุ่น”

“อาการตกหลุมรัก” 
จะรู้สึกมีความสุขลึกๆ อยู่ในใจ โลกสดใสขึ้นได้ในพริบตา 

(1)  ไม่ว่าจะทำอะไร อยู่ที่ไหน จะมีภาพของญี่ปุ่น ผุดขึ้นในความคิดอยู่ตลอดเวลา แอบยิ้มคนเดียวบ่อยๆ โดยไม่รู้ตัว

(2)  อยากรู้จักและเข้าใจญี่ปุ่นมากขึ้น เรียนรู้ภาษาญี่ปุ่น, กินอาหารญี่ปุ่น, ชมภาพยนตร์ญี่ปุ่น, ฟังเพลงญี่ปุ่น, อ่านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น, สะสมโมเดลญี่ปุ่น, เรียนคอร์สพรีออเดอร์ญี่ปุ่น และอีกหลายๆ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่น  เพื่อทำตัวให้ใกล้ชิดญี่ปุ่นมากขึ้น

(3) รู้สึกอารมณ์ดีและมีความสุขมากขึ้นเป็นพิเศษ ในช่วงเวลาที่ได้วางแผนเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง

(4) ยอมอดใจไม่ซื้อของบางอย่าง ใช้จ่ายประหยัดมากขึ้น เพื่อที่จะได้เก็บตังค์ไปญี่ปุ่นอีก

(5) พูดถึงญี่ปุ่นให้คนอื่นฟังด้วยแววตาเป็นประกาย อยากแบ่งปันเรื่องราว ความประทับใจที่ได้จากการไปญี่ปุ่น

(6) หลังกลับมาจากญี่ปุ่น จะเฝ้าติดตามตั๋วโปรโมชัน และมือสั่นกดจองรัวๆ อย่างไม่รู้ตัว

(7) โพสต์ภาพถ่ายที่ญี่ปุ่นต่อเนื่องตลอดทั้งปี แม้จะกลับมาไทยนานแล้ว

“อาการตกหลุมรัก” 
ช่วยเติมน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจให้สดใส และสร้างพลังได้ไร้ขีดจำกัด

เมื่อไหร่ที่คิดถึงญี่ปุ่น จะทำให้รู้สึกมีความสุขและมีพลังขึ้นมาทันที  
คุณตกหลุมรักญี่ปุ่นมาแล้วกี่ครั้ง? คุณไปญี่ปุ่นมาแล้วกี่รอบ?

ความผูกพันธ์กับญี่ปุ่น ซึมซาบมาตั้งแต่จำความได้ เราเติบโตมาในยุคโดราเอมอน, อิคคิวซัง, นินจาฮาโตริ, ดรากอนบอล, ไอ้มดแดง, หน้ากากเสือ, คําสาปฟาโรห์, การ์ตูนตาหวาน, ละครโอชิน, โกโบริ (พี่เบิร์ด) และโซนี่ วอล์คแมน

รู้สึกใกล้ชิดสนิทกับญี่ปุ่น เหมือนเป็นเพื่อนบ้านกัน แต่เมื่อก่อนนี้ เพื่อนปิดกั้นตัวเอง ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปเยี่ยมบ้านได้ง่ายๆ อยากไปต้องขอ Visa และมีเงินในบัญชีหลักแสนบาท

ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีเสน่ห์ล้นเหลือ สวยงามทุกฤดูกาล มีดอกซากุระ สีชมพูเบ่งบานเต็มเมือง มีฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ที่ภูเขาปกคลุมไปด้วยใบไม้สีแดง, เหลือง, เขียว, ส้ม มีฟูจิซัง สูงเด่นสง่า เป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น ดูจากภาพถ่ายแล้วตกหลุมรัก อยากไปสัมผัสสักครั้งในชีวิต

หลังจากลาออกจากงานประจำมาได้เกือบปี เพื่อมุ่งมั่นหาเงินบนโลกออนไลน์ เราได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง ถึงหนทางหาเงินออนไลน์หลายๆ แบบ แต่ยังไม่ได้พุ่งตรงไปกับช่องทางใด จึงตัดสินใจไปญี่ปุ่น ด้วยเงินเก็บที่มีไม่มากนัก เชื่อมั่นว่า “การออกเดินทาง จะพาเราไปพบสิ่งที่เรากำลังตามหา”

เดินทางไปญี่ปุ่นครั้งแรก ปี 2011 
ปลายกันยายน เริ่มต้นฤดูใบไม้ร่วง
 
ช่วงนั้นจะไปญี่ปุ่นต้องขอวีซ่า เรามีคุณสมบัติเพียบพร้อมที่จะ “ไม่ผ่าน” เป็นสาวโสด, ไม่ได้ทำงานประจำ และมีเงินในบัญชีแค่ หมื่นเดียว...แต่ในที่สุด...ผ่านจ้า // 

ไปญี่ปุ่นครั้งแรก กับคณะทัวร์ของ “มูลนิธิบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ด้วยกิจกรรมทางศาสนา” ในญี่ปุ่น เรียกว่า  “Sekai Kyusei Kyo IZUNOME” ได้ไปโตเกียว, ฮาโกเน่ และอาตามิ อากาศเย็นสบายพอดีๆ แต่ยังไม่เห็นใบไม้เปลี่ยนสี เพราะใบไม้เพิ่งจะเริ่มร่วง ตลอด 7 วัน เรามีความสุขมาก อยากบันทึกทุกภาพความทรงจำเก็บไว้ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ เพื่อจะได้ไม่ลืมเลือน...

เมื่อกลับมาไทย มีคนรอบข้างเข้ามาสอบถามถึงประสบการณ์ไปญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง เราหัวใจพองโตทุกครั้งที่ได้พูดถึงญี่ปุ่น อยากเล่า อยากถ่ายทอดความรู้สึกที่มีต่อญี่ปุ่น จึงได้เขียน Blog เพื่อจะได้รู้สึกว่าอยู่ใกล้ๆ ญี่ปุ่นเสมอ และเพื่อคลายความคิดถึงญี่ปุ่นลงบ้าง  


ไปญี่ปุ่น ครั้งที่ 2 มีนาคม 2012 ต้นฤดูใบไม้ผลิ ขอวีซ่าเอง กล้ามาก!!
เราวางแผนเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง ล่วงหน้า 3 เดือน เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากๆ ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า หากหมกมุ่นทำในสิ่งที่รักอย่างจริงจัง (บ้าคลั่ง) นอกจากเกิดความสุขแล้ว ยังเป็นจุดเชื่อมโยงไปสู่ความสำเร็จในชีวิตด้วย

ตั้งใจอย่างแรงที่จะไปชมซากุระ แต่ต้องผิดหวัง เพราะปีนั้นอากาศหนาวนาน ทำให้ซากุระบานช้า ช่วงเราไปแค่ตูมๆ มีแต่ดอกบ๊วย สวยไม่แพ้ซากุระ ใช้เวลาในญี่ปุ่น 14 วัน อยู่โอซาก้า, นารา และเกียวโต เมืองแห่งมรดกโลก พักโฮสเทลและเกสเฮ้าส์ญี่ปุ่น นอนเสื่อทาทามิและฟุตอง นั่งรถบัส ปั่นจักรยาน พยายามใช้ชีวิตให้ใกล้ชิดคนญี่ปุ่นมากที่สุด  

เกียวโต..ทะลุ ปรุโปร่ง..จริงๆ >> http://kokoro-karakaku.blogspot.com/2012/04/blog-post.html

ไปญี่ปุ่นครั้งนี้ ห่างจากครั้งแรกไม่กี่เดือน เป็นการเดินทางเพื่อไปพักใจ สงบจิตใจ เลือกไปญี่ปุ่น เพราะรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และสบายใจ เหมือนกลับไปบ้านหลังที่สอง 

กลับจากญี่ปุ่นรอบนี้ เราจริงจังกับธุรกิจพรีออเดอร์ญี่ปุ่น ตั้งใจทำเป็นอาชีพหลัก เพื่อบรรลุเป้าหมายหลัก 2 ประการคือ  มีรายได้จากธุรกิจออนไลน์ มากพอที่จะดูแลตัวเองได้ และใกล้ชิดกับสิ่งที่รักทุกๆวัน..นั่นก็คือ “ญี่ปุ่น"

ไปญี่ปุ่น ครั้งที่ 3 ฤดูร้อน ปี 2016 
ห่างจากครั้งที่ 2 นานถึง 4 ปี ชีวิตต้องก้าวผ่านเรื่องราวมากมาย ทั้งทุกข์และสุข แต่ทุกๆ ช่วงเวลา ยังมีภาพของญี่ปุ่นอยู่ในห้วงคำนึงเสมอ

ทริปสั้นๆ เที่ยวโตเกียวแค่ 5 วัน มีเพื่อนร่วมเดินทาง 1 คน เป้าหมายคือ ทะเลสาบคาวากูจิโกะ(Lake Kawaguchiko)

กลับมาไทยรอบนี้ หนักหนาสาหัสมาก ผลจากการลากกระเป๋าใบใหญ่ ไม่เจียมสังขาร กล้ามเนื้อหลังอักเสบ ต้องพักรักษาตัวหลายเดือน ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ควรใช้บริการขนสัมภาระ TA-Q-BIN (ทะคิวบิง) จ่ายค่าบริการแค่หลักพัน ดีกว่าเจ็บตัวและเสียค่ารักษา

ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อเอว ภัยเงียบหลังจากเดินทาง ที่คุณคาดไม่ถึง!! >>  

ไปญี่ปุ่น ครั้งที่ 4 ฤดูใบไม้ผลิ ปลายเมษายน 
มีเพื่อนร่วมทริป 2 คน เป็นนักเรียนในคอร์ส “จับเสือมือเปล่า Pre-order Japan รวยได้ ไม่ง้อทุน” เที่ยวโตเกียว 7 วัน อยู่ท่ามกลางดอกซากุระทุกวัน สมความตั้งใจเสียที คลาดกันมาหลายปีแล้ว 

นอกจากภาระกิจ ชมซากุระแล้ว รอบนี้ยังต้องทำกิจกรรมหลายอย่าง 

(1) รับหิ้วของจากญี่ปุ่น เป็นครั้งแรก ปกติจะรับสั่งทางออนไลน์ ไม่ได้รับหิ้ว
(2) ถ่ายภาพ เพื่อนำกลับมาประกอบบทความและหนังสือ 
(3) ถ่าย Fb live เพจ Kokoro Pre-order Japan เพื่อให้ลูกค้าติดตามความเคลื่อนไหว
(4) อัดคลิปวิดีโอ เพื่อนำกลับมาลงช่องยูทูป “จับเสือมือเปล่า Pre-order Japan”


ภาระกิจทั้ง 4 ข้อ ทำให้ 7 วันในโตเกียว สั้นมากๆ 
เราเดินไม่ต่ำกว่า 10 Kg. ทุกวัน ออกจากที่พักสายๆ กลับเกือบเที่ยงคืน (เกินเที่ยงคืน จะเข้าไม่ได้) ที่พักอยู่ห่างจากรถไฟใต้ดิน 700 เมตร แต่เป็นแหล่งนักท่องเที่ยว มีคนเดินตลอด ไม่น่ากลัว 

ไปญี่ปุ่นมากี่ครั้งแล้ว? มีคนถามเราบ่อยๆ 
เราไปญี่ปุ่นน้อยมาก (แต่ใจอยู่ญี่ปุ่นตลอด) 

นักเรียนในคอร์สของเรา เป็นแฟนคลับ J-Pop KAT-TUN ไปดูคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่นมา 10 กว่าครั้งแล้ว และอีกหลายๆ คน ไปเที่ยวญี่ปุ่นมากกว่า 10 ครั้ง (ไม่นับคนที่ไปทำงานนะ) 

ญี่ปุ่น ไปครั้งเดียวไม่พอ ไปแล้ว ยิ่งอยากไปอีก 
ตกหลุมรักญี่ปุ่น เป็นอาการที่ไม่มีเหตุผล ต้องลองไปเองแล้วจะเข้าใจ


ชีวิต คือ “การเดินทาง” 
ตลอดเส้นทาง เราได้เรียนรู้เพื่อพาตัวเองไปสู่...จุดที่ดีกว่าเดิม 

เรารักการเดินทาง วันข้างหน้าอาจมีประเทศที่เราได้ไป แล้วตกหลุมรักมากกว่าญี่ปุ่น ก็เป็นไปได้ เพราะแต่ละพื้นที่ ถูกธรรมชาติสร้างสรรให้มีความงามแตกต่างกันไป แต่กว่าจะถึงวันนั้น ญี่ปุ่นก็ได้กลายเป็นบ้านหลังที่ 2 ของเราไปแล้ว

เมื่อไหร่ที่เราทุกข์ เราจะกลับไปพักใจที่ญี่ปุ่น
และเมื่อเราสุข เราก็จะกลับไปญี่ปุ่น อีกเช่นกัน

เมษายนปีหน้า ต้นฤดูใบไม้ผลิ ทริปชมซากุระ (อีกแล้ว) 
จะเป็นการเดินทางไปญี่ปุ่น ครั้งที่ 5  ยังไม่มีเพื่อนร่วมก๊วน

เชิญไปพิสูจน์ว่า ญี่ปุ่นจะทำให้คุณ “ตกหลุมรัก” ได้หรือเปล่า




Wednesday, December 20, 2017

“ใบขับขี่” เพิ่งมีตอนอยู่ "หลักสี่"

“ใบขับขี่”  เพิ่งมีตอนอยู่ "หลักสี่"

“เรียนขับรถยนต์” และมีใบขับขี่ เป็นหนึ่งในเป้าหมายชีวิตที่อยู่ในแผนทุกๆ ปี และถูกเลื่อนออกไปทุกๆ ปีเช่นกัน เพราะคิดว่า “ไม่สำคัญ”


เราไม่เคยเห็นความสำคัญของการมีรถยนต์เลย เหตุผล...

(1) เราพักอาศัยใกล้ Bts เดินทางด้วย Bts และ Mrt เป็นประจำ ไกลออกไปใช้บริการ Taxi
(2) เราไม่พร้อมมีภาระในการดูแลรถยนต์ และรายจ่ายที่ต้องรับผิดชอบ ทั้งค่าผ่อนรถ และอื่นๆ อีกไม่น้อย

แต่ลึกๆ แล้ว เราอยากมีรถยนต์ และอยากขับรถเป็น จึงได้เขียนเป้าหมายลงในแผนของทุกปี

ปีนี้เราอายุเข้าสู่หลักสี่แล้ว  มีรายได้จาก Passive income อยู่บ้าง เพียงพอที่จะดูแลตัวเองและครอบครัว มีอิสรภาพทางเวลา (คำนี้คุ้นๆ)

ความสบาย (เกินไป) ที่ไม่ต้องเคร่งเครียดกับชีวิตประจำวัน ทำให้ข้ามคำว่า “สโลว์ไลฟ์” ไปสู่  “ขี้เกียจ”

แม้ไม่มีธุระอะไร เราจะพยายามหากิจกรรมทำ เพื่อพาตัวเองออกจากมุมสบาย มีทั้งกิจกรรมที่เกิดประโยชน์ ได้พัฒนาตัวเอง ส่งเสริมธุรกิจการงาน และกิจกรรมสาระน้อย ขอแค่ทำให้ร่างกายได้เคลื่อนย้ายนอกนอกพื้นที่เดิมๆ บ้าง ไกลหน่อยก็ไปเที่ยวเชียงรายคนเดียว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเป้าหมาย ที่ทำสำเร็จไปแล้ว กันยายนที่ผ่านมา

ธันวาคม เดือนสุดท้ายของปี ไม่ได้จัดคอร์สสัมมนา แต่รับงานสอนส่วนตัว พอที่จะมีเวลาบ้าง จึงตัดสินใจทำตามเป้าหมายที่ยกยอดมาหลายปีแล้ว

Google ค้นหา “โรงเรียนสอนขับรถ” ใกล้ๆ สุขุมวิท 101 มีเยอะพอสมควร ที่เรียนแล้วสอบใบขับขี่กับทางโรงเรียนได้เลย ไม่ต้องไปสอบที่ขนส่งก็มี

เราอยากท้าทายความสามารถของตัวเอง และไม่ได้รีบร้อนที่จะต้องมีใบขับขี่ ไม่ติดปัญหาต้องลางานกับใคร เลยเลือกสมัครเรียนที่ “อุดมสุข สอนขับรถยนต์”รงเรียนอยู่หน้าสวนหลวง ร.๙ ครูเป็นผู้หญิง ยังวัยรุ่นอยู่เลย น่ารัก และใจดี (อวยครู) ใช้รถ Toyota Vios ของครูในการเรียนและสอบใบขับขี่

สมัครเรียน 15 ชั่วโมง + ซ้อมท่าสอบ 2 ชั่วโมง ได้ขับไปเที่ยวทะเล ชลบุรี 1 วัน เราขอร้องครูเป็นกรณีพิเศษ เพราะอยากขับออกต่างจังหวัดได้ ไม่กลัว 

สมใจอยาก วันสุดสัปดาห์ ก่อน 5 ธันวาคม รถแน่นมาก โดยเฉพาะรถพ่วง 6-10 ล้อ เราขับเทียบกับรถพ่วงอยู่หลายรอบ ลุ้นน่าดู หวาดเสียว แต่สนุกมาก ทำให้เรามั่นใจมากขึ้น ไม่กลัวที่จะขับออกถนนใหญ่ (ขับไปและกลับ อยู่ในความดูแลของครูตลอด)

บางคนอาจจะพยายามหาสนามสอบที่ผ่านง่ายๆ ไกลแค่ไหนก็ดั้นด้นไป เพราะจำเป็นต้องรีบมีใบขับขี่ หรือไม่สามารถลางานได้หลายวัน แต่หากไม่ติดขัดอะไร เราแนะนำให้สอบสนามใกล้บ้านหรือที่ทำงาน เพื่อคุณจะได้พิสูจน์ฝีมือตัวเอง ผ่านได้! จะภูมิใจมากๆๆๆ

เราสอบที่ “ขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 3” ใกล้ Bts บางจาก เพราะใกล้คอนโดฯ เดินชิลล์ๆ ไปสนามสอบ เพียง 15 นาที

ก่อนไปสอบข้อเขียน เราไปอบรมก่อนที่ “ศูนย์พัฒนาทุนมนุษย์” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เพราะครูแนะนำว่า หากอบรมกับขนส่ง จะรอคิวนาน เรากลัวไม่ทันปีใหม่ อยากทำเป้าหมายให้สำเร็จภายในปีนี้ เลยไปอบรมข้างนอก แล้วนำเอกสารมายื่นขอสอบที่ขนส่งฯ

สอบข้อเขียน 47/50 คะแนน ใช้เวลาเพียง 14 นาที ผ่านฉลุย! 
ก่อนสอบ เราอ่านหนังสือ และฝึกทำแบบทดสอบออนไลน์หลายรอบ พอเห็นข้อสอบปุ๊บ! เลือกคำตอบได้ทันที ไม่คิดมาก มีประมาณ 5 ข้อ ที่ไม่มีในแนวข้อสอบ อ่านโจทย์แล้วงง เลยพลาดไป 3 ข้อ

สอบปฏิบัติ 3 ท่า ตอนซ้อมกับครู ทำได้ดีพอสมควร จอดเทียบเป๊ะเว่อร์ อยากถ่ายรูปเก็บไว้ดูเลย แต่สอบจริง ตื่นสนาม สอบตกท่าเทียบฟุตบาท 

มัวกังวลว่าจะจอดห่างเกิน 25 ซม. เลยปีนฟุตบาทซะ!  ไม่เสียใจเท่าไหร่ ท่ายอดฮิต มีเพื่อนร่วมรุ่นสอบตกหลายคน

ซ่อมครั้งที่ 1 จอดเทียบได้แล้ว แต่หน้ารถหยุดไม่ถึงระยะที่กำหนด ตกอีก !!

ก่อนสอบซ่อมครั้งที่ 2 ครูพาไปซ้อมขับจอดเทียบ ขับวนไปๆๆๆ จอดเทียบไปๆๆๆ จนคล่อง

ซ่อมครั้งที่ 2 รู้สึกผ่อนคลายมาก มาบ่อย ชินสนามแล้ว เกือบตก ! ดีใจมาก

ทำได้แล้ว! เป้าหมายที่ตั้งไว้หลายปี เคยคิดว่า “ไม่สำคัญ” จริงแล้ว “สำคัญมาก” เป็นแรงผลักดัน ให้เราก้าวข้ามผ่านกำแพงแห่งความขี้เกียจ ปลุกให้ขยัน ออกจากห้องไปเรียนขับรถ ฝึกฝน อ่านหนังสือเตรียมสอบ มุ่งมั่น ตั้งใจ ไม่ท้อแม้สอบไม่ผ่าน จนกระทั่ง “สำเร็จ”


หากเพื่อนๆ กำลังหมดไฟ ลองย้อนกลับไปดูเป้าหมายที่เคยตั้งใจไว้ปีก่อนๆๆ แล้วยังไม่ได้ทำสักที ปัดฝุ่น หยิบมาทำ พาตัวเองก้าวออกไปทำตามเป้าหมาย แม้จะเป็นเพียงเป้าหมายเล็กๆ ในชีวิต แต่หากเราทำให้สำเร็จได้เรื่อยๆ จะเกิดพลังสะสม นำพาเราก้าวไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นได้

ขอพลังจงสถิตอยู่กับท่าน

บันทึกความทรงจำ
30 พ.ย. 2560 อบรมใบขับขี่ 
ค่าใช้จ่าย 500 บาท มีน้ำ + ขนม + กาแฟ + หนังสือเตรียมสอบ 
:
7 ธ.ค. 2560 สอบข้อเขียน
8 ธ.ค. 2560 สอบปฏิบัติ
14 ธ.ค. 2560 ซ่อม ครั้งที่ 1 T__T
19 ธ.ค. 2560 ซ่อม ครั้งที่ 2 ผ่าน (^__^)//
ชำระค่าธรรมเนียมใบขับขี่ 205 บาท