Friday, June 29, 2018

เราเป็นคนขี้เกียจ...จริงๆ นะ


เราเป็นคนขี้เกียจ...จริงๆ นะ

สมัยเรียน ขี้เกียจทำการบ้าน ขี้เกียจไปโรงเรียน แต่เห็นครอบครัวลำบาก (มาก) จึงจำเป็นต้องถีบตัวเองให้ขยันเรียน เพื่อจะได้มีงานทำที่ดี ดูแลตัวเองและครอบครัวได้

ช่วงทำงานประจำ ขี้เกียจตื่นเช้าไปทำงาน ขี้เกียจเดินทาง จึงย้ายไปพักใกล้ๆ ที่ทำงาน เพื่อลดเวลาเดินทางและลดค่าใช้จ่าย 

ไม่ชอบหยุดวันหยุดนักขัตฤกษ์ ขี้เกียจแย่งกันเที่ยว แย่งกันเดินทาง คนเยอะ แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว จึงเลือกทำงานที่สามารถสลับวันหยุดได้

ขี้เกียจทำงานตามวันเวลาที่บริษัทกำหนด 
อยากนอนขี้เกียจ ในวันฝนตกรถติด BTS ขัดข้อง 
อยากทำงานวันเวลาไหนก็ได้ หยุดวันไหนก็แล้วแต่เรา 
ไม่ต้องลางานใคร ไม่ต้องรอวันหยุดนักขัตฤกษ์ 
เลยลาออกจากงานประจำ มาทำธุรกิจออนไลน์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 จนถึงปัจจุบัน

พอมาทำธุรกิจออนไลน์ ก็ขี้เกียจสั่งของมาสต็อค (ทุนน้อย) 
ขายดี !! ก็ขี้เกียจแพ็คของ ส่งของอีก โอ๊ยยย !! ขี้เกียจ 
เลยทำธุรกิจรับพรีออเดอร์สินค้าจากญี่ปุ่น  

ทุกวันนี้ เป็นนักเขียน, วิทยากร, นักธุรกิจออนไลน์ ก็ยังขี้เกียจอยู่นะ
นอนดึก ตื่นสาย ดูซีรี่ย์ เป็นกิจวัตรประจําวัน 
ขีดๆ เขียนๆ เรื่องราว ที่คาดว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้คน
เปิดคอร์ส  “จับเสือมือเปล่า Pre-order Japan” คนแรกของประเทศไทย 
ถ่ายทอดประสบการณ์ทำงานจริง เพื่อแบ่งปันความรู้ (เพียงเดือนละครั้ง) 

ล่าสุด เปิดคอร์สใหม่ แล้วนะ ! รู้ยัง ! 
“สร้างธุรกิจออนไลน์ สไตล์คนขี้เกียจ”  
ขายได้  ขายดี  แม้ไม่มีเงินทุน
คาดว่า น่าจะมีคนขี้เกียจเหมือนเราอยู่บ้าง 
สำหรับมือใหม่ที่ต้องการเริ่มต้น ธุรกิจออนไลน์ 
แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี
ทำงานประจำยุ่งทุกวัน เหนื่อยจนขี้เกียจศึกษาข้อมูล

เห็นโพสต์นี้แล้ว รีบมาสมัครด่วน !! ก่อนวิทยากรจะขี้เกียจไปมากกว่านี้จ้า //

สอบถามรายละเอียด >> https://www.facebook.com/BuyBidJapan/





Saturday, June 2, 2018

คอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่น ครั้งแรกในชีวิต ตอนอายุ 40+

ถ้าพูดถึง “#คอนเสิร์ต” โดยเฉพาะศิลปินต่างชาติ ต้องคิดว่า เป็นกิจกรรมของวัยวุ่น รุ่น 20+ ใช่ไหมคะ?? 
ไม่จริงเลย !! วัย 40+ นี่แหละ !! เหมาะสมแล้วที่จะไปดูคอนเสิร์ต 🎶
:
ครอบครัวเรามีฐานะปานกลางค่อนไปทางจน จะใช้จ่ายนอกเหนือจากการเรียน ไม่ต้องพูดถึงเลย แค่มีเงินไปโรงเรียนก็บุญแล้ว กิจกรรมเอนเตอร์เทนคือ ลิเกและหนังกลางแปลง 
:
เข้าสู่วัยทำงาน ชีวิตยุ่งเหยิงได้อีก ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ หยุดวันเดียว ทำงานบ้านก็หมดเวลาแล้ว 😴
:
ช่วงทำงานประจำ อายุ 30 กว่าๆ เคยไป "Pattaya Festival" เพียงครั้งเดียว ใจจริงแล้ว ก็ชอบฟังเพลง ดูดนตรี ชมการแสดง แต่ชีวิตแต่ละวันวุ่นวายเกินกว่าจะแบ่งเวลาให้งานรื่นเริงได้






:
ช่วง 3 ปี ที่ได้ผันตัวมาสู่อาชีพนักเขียนและวิทยากร ชีวิตอยู่ในจุดที่มีความสุขจนเคยชิน “Slow Life” จนพลังถดถอย พยายามมองหาแรงบันดาลใจใหม่ เป้าหมายใหม่ๆ ที่ท้าทายมากกว่าเดิม เพื่อมาผลักดันตัวเองให้ออกจากมุมสบาย แต่ยังไม่เจอสิ่งที่มีแรงกระตุ้นมากพอ
:
ชีวิตประจำวันหมดไปกับการดูซีรี่ย์วนๆๆ ไป มันก็มีประโยชน์นะ ได้ฝึกภาษา เรียนรู้วัฒนธรรม แต่ใช้เวลากับซีรี่ย์มากเกินไป ไม่ทำงานอื่นๆ เลย 
:
ชอบญี่ปุ่น แต่หลีกเลี่ยงที่จะดูซีรี่ย์ญี่ปุ่น เพราะส่วนใหญ่เนื้อหาเศร้า น้ำตาท่วมจอ 😥
จนกระทั่ง...ดูซีรี่ย์ฝั่งอเมริกาและจีน จนหมดแล้ว จึงตัดสินใจกลับไปดูซีรี่ย์ญี่ปุ่น เพื่อทบทวนภาษาญี่ปุ่นและเรียนรู้ความเป็นไปในวงการไอดอลญี่ปุ่นด้วย 
:
มาถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตสักที เมื่อซีรี่ย์ญี่ปุ่นนำพาให้รู้จักและตกหลุมรักวง  "KAT-TUN" จึงได้ตั้งเป้าหมายว่า "จะต้องไปดูคอนเสิร์ตในญี่ปุ่นสักครั้งในชีวิตให้จงได้" ✈️
:
ภาระกิจครั้งใหม่ เริ่มต้นอีกครั้ง !! แต่มันไม่ง่ายเลย เส้นทางสู่การเป็น “#แฟนคลับวงญี่ปุ่น” มีความซับซ้อน ยุ่งยาก จะไปดูคอนเสิร์ตวงญี่ปุ่น มีเงินอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีแต้มบุญสูงด้วย 
:
จากชีวิตที่เรียบง่าย เริ่มยุ่งยากขึ้น แต่เราตื่นเต้นและมีความสุข ที่ได้เรียนรู้โลกที่ไม่เคยสัมผัส เม็ดเงินสะพัดในวงการไอดอลญี่ปุ่น ธุรกิจรับจองบัตรคอนเสิร์ต, รับพรีของหน้าคอนฯ, ขายต่อบัตรคอนฯ และอีกหลายอย่าง ที่เราเคยมองข้ามไป 
:
การไปดูคอนเสิร์ตในญี่ปุ่นครั้งแรกของชีวิต ตอนวัย 40+ มีความกังวลหลายอย่าง แต่ด้วยความมีระเบียบของคนญี่ปุ่น ทำให้ทุกขั้นตอนผ่านไปได้ด้วยดี 
:
ณ วันที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ 55,xxx คน ในโตเกียวโดม ความรู้สึกเหมือนได้รับพลังแห่งความรัก 💞 จากทุกคนที่หอบมามอบให้กับไอดอลของพวกเขา เป็นพลังที่ผลักดันให้ชีวิตขับเคลื่อนต่อไป ต่อไป และต่อไป 







เราได้รู้จักเพื่อนใหม่หลายคน ที่ชอบภาษาญี่ปุ่น ไปทำงานที่ญี่ปุ่น เพราะรักไอดอลญี่ปุ่น 🇯🇵💋
ความหลงไหลในเรื่องใดๆ ก็ตาม ไม่ไร้สาระ สามารถนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับชีวิต และพาชีวิตไปสู่จุดที่ดีกว่าเดิมได้  
:
การลุกขึ้น ออกมาจากมุมสบาย เพื่อไปทำอะไรใหม่ๆ ที่แตกต่างจากเดิม ช่วยผลักดันให้ชีวิตเคลื่อนที่ ช่วยรักษาอาการ “#หมดไฟ” ที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย ♨️
:
ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ หากกำลังรู้สึกเฉยๆ เฉี่อยชากับชีวิต ลองพาตัวเองออกไปเรียนรู้โลกมุมอื่นๆ บ้าง เพื่อกระตุ้นความเป็นเด็กในตัวคุณออกมาอีกครั้ง ♨️
:
อย่าไปแคร์ ถ้าใครจะว่า “นั่นมันเรื่องของเด็ก” เพราะจริงๆแล้ว “นี่มันเรื่องของเรา” 
ทำแล้วมีความสุข มีชีวิตสดใส มีพลังมากกว่าเดิม รีบทำซะวันนี้ ก่อนที่จะไม่เหลือเวลาให้ทำ 🎉












Monday, May 28, 2018

ประสบการณ์ โดนเพื่อนทิ้ง กลางกรุงโตเกียว


เราเคยไปญี่ปุ่นคนเดียว เที่ยวสบาย วางแผนและเตรียมตัวไปอย่างดี แต่รอบนี้มีเพื่อนไปด้วย 1 คน ซึ่งเพื่อนเคยไปโตเกียวหลายรอบแล้ว ในขณะที่เรายังไม่เคยไปโตเกียวเลย จึงได้ฝากความหวังไว้กับเพื่อน แล้วแต่เพื่อนจะพาไป ....

จากสนามบินนาริตะ เดินทางไปคาวาฟูจิโกะ 2 วัน สนุกสนาน ราบรื่นดี จากนั้นเดินทางเข้าโตเกียว เพื่อไปที่พักย่าน Asakusa ลากกระเป๋าเดินทาง 2 ใบ พ่วงเป้สะพายหลัง หนักและเหนื่อยมาก >__<

ระหว่างทางไป Asakusa เพื่อนชวนแวะ Shinjuku ก่อน เพราะเป็นทางผ่าน เราก็ตามใจเพื่อน แม้ใจจริงอยากเข้าที่พักใจจะขาดรอนๆ

ฝากสัมภาระไว้ในตู้ล็อคเกอร์ของสถานี Shinjuku แล้วเพื่อนก็พาเดินออกจากสถานีมาสู่ถนน จากนั้นก็บอกให้แยกกันเดิน เพราะเขาจะไปซื้อของ T__T  มั่นใจว่าเราไม่หลง เพราะเคยมาญี่ปุ่นแล้ว แยกกันไป แล้วนัดเวลากลับมาเจอกัน 

ความรู้สึก ณ เวลานั้น... จุกอก อยากจะร้องไห้ เราไม่ได้วางแผนหรือหาข้อมูลอะไรเกี่ยวกับ Shinjuku มาเลย ไม่รู้จะไปไหน ไม่มีแผนจะซื้ออะไร ได้แต่เดินถ่ายรูปไปเรื่อยเปื่อย เจอตึกนึงมีรูปนกเพนกวิ้นอยู่หน้าตึก จึง Line ถามเพื่อนที่เคยไปอยู่ญี่ปุ่น ว่าตึกอะไร?






ตอนนั้นเราออก eBookจับเสือมือเปล่า Pre-order Japan รวยได้ ไม่ง้อทุน แล้ว 

ใครๆ มักคิดว่า เราไปญีปุ่นบ่อยๆ ไม่ใช่เลย ไปญี่ปุ่นน้อยมาก และไปเที่ยว ไม่ได้ไปซื้อของมาขาย เราสั่งของจากญี่ปุ่นผ่าน ร้านค้าออนไลน์ Amazon, Rakuten, Yahoo Japan  เราไม่รู้จัก "ดองกิโฮเต้ (Don Quijote)" ห้างดังที่คนไทยชอบไปช้อปปิ้งกัน

เป็นครั้งแรก ที่เราได้เปิดหูเปิดตา ทำความรู้จักกับร้านค้าบนโลกจริงๆ ในญี่ปุ่น ได้เดินสำรวจและสัมผัสของจริงว่า เขาขายอะไรบ้าง คนไทยไปญี่ปุ่นชอบซื้ออะไรกัน

แม้จะเหนื่อยและเสียความรู้สึกมากที่โดนเพื่อนปล่อยทิ้ง แต่วันนี้เรารู้สึกขอบคุณเพื่อนคนนั้นมากๆ ที่ทำให้เรามีกำลังใจกลับไปโตเกียวอีก ไปอีก และไปอีก จนเราคุ้นเคยกับ Shinjuku พอๆ กับเดินเล่นย่านสยาม (หลงตลอด >__<)

ตั้งเป้าหมายว่า อยากไปญี่ปุ่นปีละครั้ง มีแนวโน้มว่า จะไปมากกว่านั้น 

นอกจากไปเที่ยว, รับหิ้วของจากญี่ปุ่น, อัพเดทข้อมูลมาเขียนหนังสือแล้ว เรามีภาระกิจเพิ่มเติม เป็นกิจกรรมใหม่ที่กำลังเรียนรู้ เป็นโลกอีกมุมที่ไม่เคยสัมผัส มีพลังดึงดูดรุนแรงมาก 

มีความสุขมากขึ้นทุกครั้งที่วางแผนจะไปญี่ปุ่น

ขอบคุณเพื่อนที่ทอดทิ้งเราในวันนั้น เราไม่ได้โกรธกัน และจากกันด้วยดี






Monday, April 9, 2018

รับหิ้วของจากญี่ปุ่น ง่ายๆ ใครก็ทำได้ (จริงเหรอ?)


ตั้งแต่มีประกาศ ญี่ปุ่นยกเว้นวีซ่าเข้าประเทศให้กับคนไทย 
สามารถพำนักในประเทศญี่ปุ่นได้ 15 วัน ส่งผลให้บริการรับหิ้วของจากญี่ปุ่นคึกคักมากกว่าเดิม หลายคนมองเห็นโอกาส ไปเที่ยวแล้วรับหิ้ว พอให้มีรายได้เป็นค่าของฝากหรือค่าตั๋วเครื่องบิน หิ้วไปหิ้วมาจนกลายเป็นอาชีพหลักก็มี

สำหรับคนที่กำลังส่อง ช่องทางสร้างรายได้  “แม่ค้าสายหิ้ว” 
แต่ยังกลัวๆ กล้าๆ หรือเพิ่งเริ่มทำ แวะอ่านบทความนี้ก่อน จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ว่าจะหยุด หรือ ลุย !!




10 ข้อต้องรู้ ก่อนเข้าสู่วงการ “รับหิ้วของจากญี่ปุ่น” มืออาชีพ

  1. ของที่เราเห็นแม่ค้าเจ้าอื่นๆ ขายดีเทน้ำเทท่า จนของไม่พอขาย ไม่ได้หมายความว่า เราจะขายดีด้วย เราต้องสร้างกลุ่มลูกค้าของเราเองก่อนที่จะไปหิ้วของมาขาย

  2. ของบางอย่างที่ขายดีมาก ลูกค้าฝากหิ้วเยอะ แต่น้ำหนักมาก หิ้วเหนื่อย ขายถูก ได้กำไรน้อย ต้องคิดให้รอบด้านก่อนหิ้วเข้ามาขาย

  3. การเดินทางในญี่ปุ่น มีค่าใช้จ่ายสูง วางแผนให้ดีก่อนรับหิ้ว ว่าจะไปที่ไหนบ้าง บางร้านอยู่ไกล ต้องนั่งรถไฟหลายต่อ เสียทั้งเวลาและค่าเดินทาง คำนวณให้ดีว่าคุ้มหรือเปล่า

  4. หากสินค้าที่ลูกค้าต้องการ มีขายใน eMarketplace เช่น Amazon, Rakuten หรือ Yahoo shopping แนะนำให้สั่งออนไลน์ได้เลย แล้วให้ไปส่งยังที่พักในญี่ปุ่น ช่วยประหยัดเวลาและค่าเดินทาง ไม่หิ้วเหนื่อยอีกด้วย

  5. สำรวจสินค้านำเข้าญี่ปุ่นที่มีขายในไทยแล้ว นร้าน Tsuruha, Matsumoto Kiyoshi และร้านนำเข้าสินค้าในกลุ่มที่สนใจหิ้วเข้ามาขาย เพื่อเปรียบเทียบราคา และศึกษาเทรนด์ความต้องการของลูกค้า





6. ภาษีนำเข้า ตอนหิ้วของกลับเข้าไทย หากหิ้วมาจำนวนมากเกินกว่าที่จะใช้ส่วนตัว ต้องสำแดงเพื่อจ่ายภาษีที่ช่องแดง หรือใช้บริการชิปปิ้งขนส่งจากญี่ปุ่นกลับไทย เพื่อดำเนินพิธีการทางศุลกากรให้เรียบร้อย ไม่ต้องหิ้วกลับมาเอง ให้ใจหวิว~


7. การคำนวณค่าบริการหรือค่าหิ้ว แม่ค้าแต่ละเจ้ามีวิธีคิดแตกต่างกัน แต่รวมๆแล้ว ราคาจะใกล้เคียงกัน หากไม่อยากเข้าร่วมสงครามราคา แนะนำให้หนีไปขายสินค้ากลุ่มนิชมาร์เก็ต (Niche Market) ตลาดเฉพาะกลุ่ม ซื้อน้อย แต่จ่ายหนัก 







8. แม่ค้าควรเก็บเงินลูกค้าอย่างน้อย 50% หรือเต็มจำนวน จากลูกค้าที่ฝากหิ้ว จะได้ไม่ต้องสำรองจ่าย หรือแบกภาระหนัก กรณีลูกค้าฝากหิ้วแล้วเงียบหาย อ่าน Line แต่ไม่ตอบ

9. ศึกษากฎระเบียบการผ่านพิธีการศุลกากรขาเข้าให้ดี ผู้ที่นำของติดตัวเข้ามาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เป็นของต้องห้าม ต้องกำกัด (ควบคุมไว้เฉพาะ) ต้องเสียค่าปรับ หรือ ถูกริบของ

10. ไปเที่ยวญี่ปุ่น หิ้วของฝากก็เหนื่อยแล้ว แต่ถ้ารับหิ้วด้วย หนักและเหนื่อยยิ่งกว่า รักจะเป็นแม่ค้าสายหิ้ว ต้องถึกทน เดินทางในญี่ปุ่นสะดวกก็จริง แต่เดินเท้าไกลมาก(มาก) ต้องใจรักและสตรองเบอร์ไหน ถามใจเธอดู  >^^<



Tuesday, March 27, 2018

ครบ 6 ปี ลุยเดี่ยว เที่ยวญี่ปุ่น คนเดียว


18 - 31 มีนาคม 2012 
ครบ 6 ปีแล้ว นับจากการเดินทางไปญี่ปุ่น 
:
ลุยเดี่ยว เที่ยวคนเดียว เป็นครั้งแรก 
จองที่พัก, ทำเอกสารขอวีซ่า และวางแผนการเดินทางด้วยตัวเอง 
:
เป้าหมายการเดินทางเมื่อ 6 ปีก่อน 
แค่อยากใช้ชีวิตเงียบๆ คนเดียว 
ไปในที่ไม่คุ้นเคย ไม่มีใครรู้จักเรา และเราไม่รู้จักใคร 
อาการคล้ายคนอกหัก สิ้นหวัง หมดกำลังใจ หมดพลังชีวิต
:
อยากเดินทางไปไกลแสนไกล 
เลือกไปญี่ปุ่น เพราะมีตังค์ไปไกลได้แค่นั้น 
รู้สึกปลอดภัย อบอุ่นใจ เหมือนญี่ปุ่นเป็นบ้านหลังที่ 2 
แม้ความจริงจะไม่มีญาติสักคนในญี่ปุ่นก็ตาม
:
การเดินทางไปญี่ปุ่น ด้วยหัวใจที่แตกสลายในวันนั้น 
นำพาชีวิตเราให้ดีขึ้นกว่าเดิมในวันนี้ 
ดีแบบที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน 
เรามีความสุขมากกับชีวิตใหม่ที่ได้รับ 
:
ลึกๆ แล้ว ยังเจ็บปวดใจไม่หาย เหมือนบาดแผลที่ถูกกรีด แม้จะมองไม่เห็นแล้ว แต่สัมผัสได้ว่ายังมีอยู่ เยียวยารักษาใจตัวเองมาโดยตลอด คิดเสมอว่า หากแม่ยังมีชีวิตอยู่ ต้องยิ้มยินดีกับชีวิตที่ดีของเราอย่างแน่นอน



Wednesday, January 3, 2018

รีวิว บินครั้งแรกกับสายการบิน ANA ไปโตเกียว


ANA หรือ ALL NIPPON AIRWAYS 
เป็นสายการบินแบบ  Full Service สัญชาติญี่ปุ่น




ก่อนหน้านี้เราไปญี่ปุ่น ใช้บริการการบินไทย Full Service 2 ครั้ง 
และบินประหยัด Air AsiaX 1 ครั้ง


ANA เป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น 
ข่าวว่า บินดี บริการเป็นเลิศ เลยขอลองใช้บริการสักครั้ง


เข้าไปจองตั๋วด้วยตัวเองที่เวบ >>  https://www.ana.co.jp/asw/wws/th/t/

ราคาตั๋วโปรโมชัน ชั้นประหยัด Economy 
จะอยู่ที่ 14,xxx บาท 


Full Service คือจ่ายค่าตั๋วและจบ ไม่ต้องคิดมาก


โหลดกระเป๋าได้ 2 ใบ ใบละ 23 กิโลกรัม (รวมไม่เกิน 46 กิโลกรัม) 
กระเป๋าหิ้วขึ้นเครื่องอีก 1 ใบ แค่นี้ก็เยอะแล้ว หิ้วให้ไหวเถอะ

จองตั่ว 7 มกราคม 2560 ราคาพิเศษ 14,265 บาท  

มีนักเรียนในคลาสของเรา จองได้ 13,xxx บาท ถูกกว่า !! แต่ใช้เวลาในญี่ปุ่นสั้นกว่าเรา


หลังจากตั๋วเรียบร้อยแล้ว แนะนำให้เข้าไปกรอก หมายเลขพาสปอร์ต และทำการเลือกที่นั่งที่ชอบให้เรียบร้อย ไม่ควรเลือกตอนใกล้ๆ จะบิน ที่นั่งใกล้เต็ม อาจจะเลือกไม่ได้


ก่อนเดินทาง แนะนำให้  “Online Check-in” ผ่านเว็บ เพื่อความสะดวกรวดเร็ว

เช็คอินล่วงหน้ากี่วัน ให้เช็คอีเมลที่ ANA ส่งให้อีกทีนะคะ เผื่อมีการเปลี่ยนแปลง


ข้อมูลเที่ยวบินขาไป
เดินทาง 20 เมษายน 2560
เที่ยวบิน NH806
ออกเดินทางจากกรุงเทพ 06:50
ถึงปลายทางโตเกียว (นาริตะ) 15:00
ชั้น Economy


ข้อมูลเที่ยวบินขากลับ
เดินทาง 27 เมษายน 2560
เที่ยวบิน NH805
ออกเดินทางจากโตเกียว (นาริตะ) 18:25
ถึงปลายทาง กรุงเทพ 23:10
ชั้น Economy



ออกเดินทางจากกรุงเทพ 06:50 ควรไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ล่วงหน้า 3 ชั่วโมง เผื่อคนเยอะ 
แต่วันนั้นคนน้อยมาก สบายๆ ไม่ต้องเร่งรีบ

Gate E4
Gate E4 ไม่มีห้องน้ำข้างในเกท ต้องออกมาเข้าข้างนอก ห้องน้ำน้อย และคิวยาว 
แนะนำให้เข้าห้องน้ำระหว่างทางเดินไปเกทเลยค่ะ

ANA เที่ยวบิน NH806




บนเครื่องมีแจกผ้าห่ม, หมอนใบน้อย และหูฟัง 
ส่วนหมอนรองคอ พกไปเอง ซื้อจากร้าน Daiso ญี่ปุ่น ตั้งแต่บินรอบก่อน

ที่นั่งกว้างพอดี ไม่อึดอัด เราชอบนั่งริมทางเดิน เพราะชอบลุกเดินไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆ เป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อระหว่างการเดินทาง


อาหารบนสายการบิน ANA
อาหารอร่อย สมคำร่ำลือ แต่ได้น้อยตามสไตล์ญี่ปุ่น อิ่มพอดี
ANA คงกลัวว่า ผู้โดยสารกินอิ่มเกินไป จะเมาเครื่องบินได้






น้ำดื่ม เราเดินไปขอเพิ่มเป็นพิเศษ ชอบจิบน้ำบ่อยๆ เพื่อป้องกันอาการเมาเครื่อง
ขวดดีไซต์เก๋กู๊ด ไม่เหมือนใคร ถูกใจมาก







ระหว่าเดินทาง มีน้ำมาเสิร์ฟอยู่เรื่อยๆ จำไม่ได้ว่ากี่รอบ 
แต่เราตื่นมากินทุกรอบ มีแต่น้ำอร่อยๆ น่ากิน 
มีแจกขนมถุงนึง แต่ถุงเล็กมาก กินแป๊บเดียวหมด ถ่ายรูปไว้ไม่ทัน

แอร์โฮสเตส ส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่น แต่ก็มีคนไทยด้วยค่ะ ไม่ต้องกังวล

Information ในสนามบิน สื่อสารเป็นภาษาญี่ปุ่น ไม่ต้องกังวลอีกเช่นกัน 
แนะนำให้เก็บภาพสถานที่ที่ต้องการจะไปไว้ในมือถือ แล้วแสดงให้เจ้าหน้าที่ดู จะง่ายขึ้นค่ะ >^^<





บินถึงสนามบินนาริตะ รับกระเป๋าเรียบร้อย ก็รีบพุ่งตัวไป "Skyliner & Keisei Information Center" เพื่อซื้อตั๋วรถไฟสาย Keisei เข้าโตเกียว ไปลงสถานี Ueno

ตั๋วรถไฟสาย Keisei

ตั๋วรถไฟสาย Keisei ซื้อแบบไป-กลับ พร้อม ตั๋วโดยสาร “Tokyo Subway Ticket” ที่สามารถขึ้นรถไฟใต้ดินทุกสาย ใน 72 ชั่วโมง 

ถ้าอยู่หลายวัน สามารถซื้อตั๋ว “Tokyo Subway Ticket” เพิ่มได้ที่ร้าน Big Camera

อย่าลืม !! เก็บตั๋วขากลับไว้ให้ดี หายไป !! ต้องเสียตังค์ซื้อใหม่

รายละเอียด ตั๋วรถไฟสาย Keisei  >>




ไปกับน้องวี นักเรียนในคลาส "จับเสือมือเปล่า Pre-order Japan" 
รีบวิ่งไปขึ้นรถไฟ Keisei เพราะในตั๋วระบุเวลา อีกไม่เกิน 10 นาที กลัวไปไม่ทัน !!

ซึ่งในส่วนของเวลา เราสามารถแจ้งพนักงานได้ค่ะ เผื่ออยากไปเดินเล่นก่อน ไม่จำเป็นต้องขึ้นเที่ยวที่กำลังจะออกก็ได้ 




รถไฟสาย Keisei นั่งสบายมาก มีพื้นที่ให้วางกระเป๋าเดินทาง 
ไม่ต้องลากมาตรงที่เรานั่ง วิ่งเร็วและนิ่มมาก ไม่ถึงชั่วโมง ก็ถึงโตเกียวแล้ว 




ขากลับ “Online Check-in” ผ่านเว็บ ล่วงหน้ามาเหมือนเดิม

มาถึงสนามบิน ใช้พาสปอร์ตสแกนที่ตู้อัตโนมัติ Print ตั๋วออกมาได้เลย สะดวก รวดเร็วมากๆ

ประทับใจการบริการของสายการบิน ANA มากๆ ค่ะ 
แนะนำให้ลองใช้บริการดูนะคะ

ขอบคุณทุกท่าน ที่แวะเข้ามาอ่านรีวิวค่ะ  
หุ่นยนต์ตัวนี้ เราเจอกันตอนขากลับค่ะ คาวาอิมาก 





Saturday, December 30, 2017

รีวิว JUYOH HOTEL เที่ยวโตเกียวคนเดียว นอนห้องเดี่ยว ราคาเบาๆ




โรงแรมสำหรับ "แบกแพ็กเกอร์" เดินทางคนเดียว ไม่อยากพักห้องรวม หรือโรงแรมแคปซูล พักห้องเดี่ยวได้ ราคาประหยัด


JUYOH HOTEL (จูโยห์ โฮเต็ล) อยู่ทางด้านตอนเหนือของโตเกียว 
เดินทางได้ทั้งรถไฟ JR, รถไฟใต้ดิน และรถโดยสารประจำทาง

JR และ รถไฟใต้ดิน ลงสถานี Minami-senju จากนั้นเดินข้ามสะพานข้ามทางรถไฟ และเดินต่อไป ประมาณ 700 เมตร

ใกล้ๆ โรงแรม มีป้ายรถโดยสารประจำทาง สาย 42 และ 46 เดินทางไป Asakuza และ Ueno ได้โดยง่าย


มีทั้งห้องพักเดี่ยวและคู่ ราคาประหยัด ห้องน้ำรวม สะดวกและสะอาด

มีลิฟต์ ไม่ต้องกลัวแบกกระเป๋าขึ้นบันได 

มี 7-11, ร้านสะดวกซื้อ และร้านอาหาร ใกล้โรงแรม


JUYOH HOTEL (จูโยห์ โฮเต็ล) 




แผนที่ JUYOH HOTEL (จูโยห์ โฮเต็ล) 



สัมภาระเยอะ ลากกระเป๋า มีลิฟต์ภายในสถานี Minami-senju 


ทางเข้า-ออก สถานี Minami-senju 
เข้า - ออก สถานี Minami - senju ได้ 2 ทาง 
อีกทางนึงออกมาแล้วจะเจอ Macdonald ไม่ต้องตกใจ 
เดินต่อมาอีกนิด ก็จะเจอประตูตามภาพ


ทางเดินไปขึ้นลิฟต์ เพื่อข้ามสะพาน แต่หากไม่มีสัมภาระ จะเดินขึ้นบันไดก็ได้นะ

ลิฟต์ อยู่ใต้สะพาน

ลิฟต์ ขึ้น-ลง สถานี Minami-senju  เพื่อข้ามสะพาน ข้ามทางรถไฟ

ออกจากลิฟต์ แล้วเดินลงมาถนน เพื่อเดินต่อไปอีก 700 เมตร



ระหว่างทางเดินไป JUYOH HOTEL ถ้าเหนื่อยก็แวะ 7-11 ก่อนได้



JUYOH HOTEL
ช่วงที่ไปพัก โรงแรมกำลังรีโนเวท แต่เสียงเบามาก แทบไม่รู้เลย ว่ามีคนกำลังทำงานอยู่


แผนกต้อนรับ JUYOH HOTEL



Lobby ชั้น 1 มีบริการน้ำร้อน, ไมโครเวฟ และตู้เซฟ ฝากเก็บของมีค่า

Lobby ชั้น 1 มีล็อกเกอร์ ให้เก็บของมีค่า เข้ารหัสเซฟ ได้ด้วยตัวเอง


ดึกๆ ลงมาต้มบะหมี่กินได้เลย



JUYOH HOTEL มี 6 ชั้น แต่มีลิฟต์ ไม่ต้องกังวล

แต่ละห้อง พักกันอย่างเงียบๆ ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ

ห้องพักเดี่ยว ขนาดกระทัดรัด ของใช้ครบครัน

ห้องพักเดี่ยว ขนาดกระทัดรัด มีเครื่องปรับอากาศ, ทีวี, ตู้เย็น, ชั้นวางกระเป๋า, โต๊ะญี่ปุ่น
มีชุดยูกะตะ, ผ้าเช็ดตัว และรองเท้าสลิปเปอร์ ให้ด้วย
เปิดผ้าม่านออกไป มองเห็นวิวถนน อาคารบ้านเรือน ไม่มีตึกบังตา


ชอบมาก มีรองเท้าสลิปเปอร์



นอนคนเดียวสบายๆ เหลือที่วางของอีกด้วย
นอนคนเดียว สบายๆ ดิ้นได้นิดหน่อย ยังเหลือที่ให้วางของอีกเยอะ



ชอบมากที่สุดคือ มีตู้เย็นเล็กๆ ให้กักตุนของกิน เผื่อดึกๆ หิว ขี้เกียจเดินออกไป 7-11


ซื้อของมาเต็มห้อง ก็ยังเหลือที่ให้นอนได้



สั่งของจาก Amazon Japan ให้มาส่งที่โรงแรมได้ด้วย

สั่งของจาก Amazon Japan ให้ไปส่งที่โรงแรม ตั้งแต่ยังไม่ได้ check-in 
แต่อีเมล์แจ้งโรงแรมไว้ล่วงหน้าแล้ว รับของไว้ให้เรียบร้อย น่ารักมากๆ


ห้องพักคู่ สำหรับ 2 คน




ห้องสำหรับล้างหน้า แปรงฟัน

ชักโครก มีความเป็นญี่ปุ่น ห้องเล็กและสะอาด



ห้องน้ำรวม สะอาด เพียงพอ ไม่ต้องรอคิว
มีแชมพู, ยาสระผม, ครีมนวดผม
ฝักบัว มีเครื่องทำน้ำอุ่น ไม่ต้องกลัวหนาว ~
ห้องน้ำ ใช้ไฟเซนเซอร์ ดับได้เอง ปัง! มาก



ย่านมินามิ-เซนซู เงียบๆ ไม่พลุกพล่าน เดินทางสะดวกมาก 

นั่งรถไฟใต้ดิน ไปอุเอโนะ เพียง 6 นาที 
และสามารถไปต่อยังอะซากุสะ อีกเพียง 5 นาทีเท่านั้น

อย่าลืม!! ทดเวลาช่วงเดินจากโรงแรมไปยังสถานี 
และเวลาที่เดินอยู่ภายในสถานีด้วยนะ บวกไปสัก 5-10 นาที


จองที่พักผ่าน Booking.com  หรือ JUYOH HOTEL 




เดินทางในโตเกียว นั่งรถไฟใต้ดิน สะดวกมาก 
แต่เดินเหนื่อยมาก 

เดิน 10 Kg. ขึ้นไปทุกวัน เพราะจุดเชื่อมต่อแต่ละสถานีรถไฟ ไกลพอสมควร และไม่ได้มีลิฟต์ทุกสถานี 

ถ้ามีสัมภาระเยอะ และที่พักอยู่ใกล้ป้ายรถประจำทาง แนะนำให้ขึ้นรถประจำทางค่ะ

ตอน Check-in เรานั่งรถไฟใต้ดินไป 
ลากกระเป๋า 2 ใบ ระยะทาง 700 เมตร เหนื่อย(โคตร)

ตอน Check-out  ขึ้นรถประจำทาง สาย  46 ไปลงหน้าสถานี Ueno แล้วเดินต่อไปอีกนิดเดียว เพื่อขึ้นรถไฟสาย Keisei ตรงไปสนามบินนาริตะ สบายๆ 

ภาพถ่าย เมษายน 2560 ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซากุระบาน อากาศเย็นพอดีๆ